เลิกน้อยใจที่เกิดมาไม่เก่งคณิต เพราะความพยายามแบบ กัมบารุ จะทำให้หนูชนะทุกสมการในชีวิต
วันนี้ครูมีเรื่องคาใจที่อยากจะมาชวนพวกเราคุยกันหน่อย เป็นเรื่องที่ครูเห็นมาตลอดชีวิตการเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ และเชื่อว่าหลายคนก็น่าจะเคยรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน
ครูฮีมขอถามพวกเราตรงๆ เลยนะ เคยแอบโกรธฟ้าดินไหมว่า ทำไมถึงไม่ประทานสมองระดับอัจฉริยะมาให้เราบ้าง?
เวลาที่เรานั่งอยู่ในห้องเรียนคณิตศาสตร์ แล้วเห็นเพื่อนข้างๆ มองโจทย์บนกระดานแวบเดียว แป๊บๆ เขียนคำตอบเสร็จแล้ว ยิ้มแฉ่งเตรียมส่งครู ในขณะที่เรายังนั่งหน้าดำคร่ำเครียด ทดเลขแล้วทดเลขอีกจนยางลบกุด กระดาษแทบจะทะลุเป็นรู ก็ยังหาทางออกไม่เจอ ความรู้สึกตอนนั้นมันปวดใจเนอะ มันคงเหมือนเราเป็นคนโง่ที่ต้องคอยวิ่งตามหลังคนอื่นตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ทำไมเราถึงไม่มีพรสวรรค์เหมือนคนอื่นเขาบ้าง

คนส่วนใหญ่มักจะปลอบใจเราแบบขอไปทีว่า ก็เขาหัวไวอะ เขามีพรสวรรค์เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ สังคมของเราชอบอวยพรสวรรค์ครับพวกเรา เราชอบปรบมือดังๆ ให้กับคนที่ทำเรื่องยากๆ ได้โดยดูเหมือนไม่ต้องออกแรงอะไรเลย เราชอบยกย่องเด็กโอลิมปิกที่แก้โจทย์ปัญหาได้ในสามวินาที

แต่ครูฮีมอยากจะบอกพวกเราในฐานะครูคนนึงว่า... การเอาแต่อวยพรสวรรค์นี่แหละ คือการทำร้ายคนที่พยายามอย่างเลือดเย็นที่สุด! มันคือยาพิษที่ทำให้ลูกศิษย์ของครูหลายคนต้องถอดใจ โยนสมุดทิ้ง แล้วบอกกับตัวเองว่า ฉันมันโง่เลข ฉันมันไม่เก่ง เรียนไปก็สู้พวกหัวกะทิไม่ได้หรอก
หนูๆ ฟังครูฮีมให้ดีนะ พรสวรรค์มันก็แค่ สูตรลัด ที่ฟ้าอาจจะประทานมาให้คนบางคน แต่มันไม่ได้แปลว่าคนที่ไม่มีสูตรลัด จะเดินไปไม่ถึงเส้นชัยเลยสักหน่อย
ครูฮีมอยากพาพวกเราข้ามน้ำข้ามทะเลไปรู้จักกับแนวคิดนึงของชาวญี่ปุ่น เป็นคำสั้นๆ ง่ายๆ แต่ทรงพลังแบบสุดๆ คำนั้นคือ กัมบารุ (Gambaru)
กัมบารุ แปลตรงตัวว่า การพยายามให้ถึงที่สุด การกัดฟันสู้ไม่ถอย สู้ยิบตา กัดไม่ปล่อยเหมือนหมาพิตบูลล์ คนญี่ปุ่นเขาสอนกันมาตั้งแต่เด็กครับว่า เขาไม่ได้เชื่อเรื่องพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดเท่าไหร่ แต่เขาบูชา ความพยายาม เขามองว่าความเก่งไม่ใช่ของขวัญจากพระเจ้า แต่มันคือหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา และเวลาที่เราทุ่มเทแลกมันมาต่างหาก
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ในแบบฉบับของครูฮีม สปิริตแบบกัมบารุ มันก็เหมือนกับการแก้สมการคณิตศาสตร์ที่ยาวเป็นหางว่าวนั่นแหละครับ
ลองนึกภาพตามครูนะ ถ้าเราเจอโจทย์สมการพหุนามยากๆ ซ้อนกันหลายวงเล็บ ถ้าเราไม่ใช่เด็กอัจฉริยะที่มองปุ๊บรู้ปั๊บว่าต้องย้ายข้างตัวไหน หรือไม่มีสูตรลัดเทพๆ ในหัว เราจะทำยังไง? เรายอมแพ้ไหม? ไม่ครับ! สิ่งที่เราต้องทำก็คือ เราก็แค่ต้อง ทดเลขทีละบรรทัด ไปเรื่อยๆ ไงครับ
บรรทัดแรกลองกระจายวงเล็บดูก่อน อ้าว ยังไม่ออกติดเศษส่วน
บรรทัดสองงั้นลองหา ค.ร.น. แล้วคูณตลอดดูซิ
บรรทัดสามลองดึงตัวร่วมออกมา
ถ้าทำมาตั้งยาวแล้วพบว่าผิดล่ะ? ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย เราก็แค่หยิบยางลบมาลบ แล้วเริ่มทำใหม่ ค่อยๆ แกะไปทีละสเต็ป ทีละปม

บางทีไอ้พวกที่คิดสูตรลัดมาให้เราท่องเนี่ย ตอนแรกมันก็คือคนที่ขี้เกียจทดเลขยาวๆ นั่นแหละ ฮ่าๆๆ แต่เชื่อไหมว่าก่อนที่เขาจะขี้เกียจและคิดสูตรลัดออกมาได้ เขาก็ต้องผ่านการทดเลขทีละบรรทัดแบบกัมบารุมาก่อนจนทะลุปรุโปร่ง ถึงจะสรุปยอดวิชามาให้พวกเราได้
ท้ายที่สุดแล้ว เชื่อครูไหมว่า คำตอบที่หนูได้มาจากการทดเลขห้าบรรทัดสิบบรรทัด มันจะเท่ากับคำตอบของเด็กอัจฉริยะที่ใช้สูตรลัดบรรทัดเดียวเป๊ะเลย! ผลลัพธ์มันเท่ากันครับ แค่วิธีการเดินทางมันต่างกันเท่านั้นเอง
ทำไมครูฮีมถึงกล้าพูดเต็มปากว่า กัมบารุ หรือความพยายามถึงเจ๋งกว่าและยั่งยืนกว่าพรสวรรค์? ครูขออธิบายเป็นเหตุเป็นผลให้ฟัง 3 ข้อเน้นๆ ตามนี้เลยครับ

ข้อที่ 1. พรสวรรค์มีวันตัน แต่ความพยายามไม่มีขีดจำกัด
เวลาที่เราเจอโจทย์ที่ยากระดับบอส หรือเป็นปัญหาชีวิตแนวใหม่ที่ไม่เคยมีใครสอนมาก่อน คนที่มีแต่พรสวรรค์หรือพึ่งพาสูตรลัดมาตลอดชีวิต จะเริ่มไปไม่เป็นครับ เพราะสูตรลัดมันใช้ไม่ได้กับทุกเรื่องบนโลกใบนี้ พอสูตรพัง เขาก็ไปต่อไม่ถูก แต่คนที่มีจิตวิญญาณกัมบารุ จะไม่กลัวความยาก เขาชินกับการเริ่มจากศูนย์ ชินกับการคลำหาทางแก้ปัญหาทีละเปลาะ เขาจะค่อยๆ สร้างสมการของตัวเองขึ้นมาใหม่ คนแบบนี้แหละครับที่น่ากลัวที่สุด เพราะเขาจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ เติบโตได้ตลอดเวลาไม่มีวันหยุดนิ่ง

ข้อที่ 2. ความพยายามช่วยสร้าง กล้ามเนื้อความอึด
หนูรู้ไหมว่าตอนที่เรานั่งทำโจทย์คณิตศาสตร์แล้วคิดไม่ออก สิ่งที่เรากำลังฝึกอยู่มันไม่ใช่แค่การหาคำตอบที่เป็นตัวเลขนะครับ แต่เรากำลังเข้าฟิตเนสเพื่อเพาะ กล้ามเนื้อความอดทน ให้กับสมอง การที่เรากัดฟันคิดต่ออีกนิด ลบแล้วเขียนใหม่อีกหน่อย นั่นแหละครับคือจังหวะที่กล้ามเนื้อความอึดของเรามันขยายตัว คนที่ชินกับความสบายเพราะมีพรสวรรค์ เวลาเจอความล้มเหลวเขาจะเปราะบางมากเหมือนแก้วบางๆ แต่พวกเราที่สู้ยิบตามาตลอด โดนโจทย์หลอกมาเป็นร้อยครั้ง สอบตกมาก็หลายหน เราจะมีความต้านทานต่ออุปสรรคสูงมาก ล้มกี่ครั้งก็เด้งตัวลุกขึ้นมาใหม่ได้ไวเหมือนตุ๊กตาล้มลุก

ข้อที่ 3. เราสามารถอธิบายได้ว่าความสำเร็จมาจากไหน
นี่คือข้อที่ครูฮีมชอบที่สุดเวลาสอนเลยครับ คนที่ตอบถูกเพราะเดาเก่ง หรือใช้เซนส์ เขามักจะอธิบายให้คนอื่นฟังไม่ได้ว่าทำไมถึงตอบแบบนี้ รู้แค่ว่ามันต้องตอบแบบนี้แหละ แต่คนที่ค่อยๆ แก้สมการมาทีละบรรทัดแบบพวกเรา เขาจะรู้ที่มาที่ไปของทุกตัวอักษร เขาสามารถชี้เป้าบอกได้เลยว่า บรรทัดนี้มาจากไหน ทำไมต้องเอาสองไปหาร ทำไมเครื่องหมายบวกถึงโดนเปลี่ยนเป็นลบ
ในชีวิตจริงก็เหมือนกันครับลูกศิษย์ คนที่พยายามจนประสบความสำเร็จ เขาจะจำเส้นทางของตัวเองได้แม่นยำ เขาสามารถสอนคนอื่นได้ ส่งต่อความรู้ได้ และที่สำคัญที่สุดคือ เขาสามารถสร้างความสำเร็จซ้ำอีกกี่ครั้งก็ได้ เพราะความสำเร็จของเขาไม่ได้มาจากโชคช่วย หรือบุญพาวาสนาส่ง แต่มันมาจากกระบวนการที่เขาสร้างขึ้นมากับมือของตัวเองล้วนๆ

เวลาที่ครูเดินตรวจงานตามโต๊ะในห้องเรียน ครูชอบก้มดูสมุดทดของพวกเรามากกว่ากระดาษคำตอบเสียอีกนะครับ สมุดทดที่เลอะเทอะ เต็มไปด้วยรอยดินสอ รอยลบจนดำ รอยขีดฆ่าทิ้ง มันเป็นศิลปะที่สวยงามมากในสายตาของครู เพราะมันคือหลักฐานชั้นดีของคำว่า กัมบารุ มันแปลว่าหนูได้ลงสนามไปสู้กับมันแล้ว
พรสวรรค์อาจจะทำให้คนเดินตรงดิ่งไปที่เส้นชัยแบบไร้รอยขีดข่วน แต่ความพยายามจะทิ้งร่องรอยของบาดแผลไว้ตามรายทางเสมอ และบาดแผลพวกนั้นแหละคือ ประสบการณ์ ที่จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น และไม่ทำพลาดซ้ำอีกในอนาคต
ลองหลับตาแล้วนึกภาพตามครูฮีมนะลูก ถ้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราตกลงกันว่าเราจะเลิกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนหัวไว เลิกน้อยใจในพรสวรรค์ที่ตัวเองไม่มี แล้วหันมาสวมวิญญาณนักสู้ สวมผ้าคาดหัว ใช้ความพยายามแบบ กัมบารุ เข้าสู้แทน ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปขนาดไหน?

ใช่ครับ... มันอาจจะเหนื่อยกว่าคนอื่นเขาหน่อยในช่วงแรก เราอาจจะต้องอ่านหนังสือถึง 3 รอบ ในขณะที่เพื่อนหัวกะทิอ่านแค่รอบเดียวจบ เราอาจจะต้องนั่งทำแบบฝึกหัด 50 ข้อ ในขณะที่เพื่อนทำแค่ 10 ข้อก็เข้าใจแล้ว
แต่เชื่อครูฮีมเถอะครับว่า หยาดเหงื่อทุกหยด การทดเลขทุกบรรทัด ความหงุดหงิดเวลาคิดไม่ออก มันจะค่อยๆ หล่อหลอม เจียระไนให้หนูกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในเกมนี้
ความสำเร็จที่ได้มาจากการลงมือทำอย่างหนัก มันหอมหวานและอร่อยกว่าความสำเร็จที่ได้มาง่ายๆ หลายร้อยเท่าเลยนะลูก วันที่หนูแก้โจทย์ข้อที่ยากที่สุดในชีวิตได้ด้วยตัวเอง วันที่หนูสอบผ่านด้วยน้ำพักน้ำแรง วันนั้นหนูจะภูมิใจในตัวเองแบบสุดหัวใจ หนูจะสามารถยืดอกได้อย่างเต็มที่ เพราะหนูรู้ว่าทุกคะแนนและทุกความสำเร็จที่ได้มา มันแลกมาด้วยหยาดเหงื่อของหนูล้วนๆ ไม่มีโชคผสมเลยแม้แต่นิดเดียว
สังคมอาจจะชอบตั้งคำถามว่า ทำไมเด็กคนนี้หัวช้าจัง แต่ครูฮีมอยากให้พวกเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ หันมาถามตัวเองว่า เราพยายามมากพอหรือยัง เพราะความฉลาดมันวัดกันแค่ที่ผลลัพธ์ปลายทาง แต่ความยิ่งใหญ่ของมนุษย์เรา มันวัดกันที่ความไม่ยอมแพ้ในระหว่างทางต่างหาก
จำคำของครูฮีมไว้นะครับ... คนเก่ง ไม่น่ากลัวเท่าคนไม่ยอมเลิก
สมการชีวิตข้อนี้ ไม่มีสูตรลัด มีแต่คำว่า ลงมือทำ ลงมือทำ และ ลงมือทำ จนกว่าหนูจะเจอคำตอบที่ถูกต้องครับ สู้ๆ นะลูกศิษย์ของครู ครูฮีมเป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอครับ!

หนูๆ ล่ะครับ เคยมีประสบการณ์ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เก่ง ไม่ได้มีพรสวรรค์ แต่กัดฟันสู้พยายามทำมันจนสำเร็จได้ไหม? ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องงาน หรือเรื่องในชีวิตประจำวัน ลองคอมเมนต์เล่าเรื่องราวความภูมิใจของตัวเองให้ครูฮีมและเพื่อนๆ ฟังหน่อยครับ ครูรออ่านอยู่นะ!
และถ้าบทความนี้อ่านแล้วมีประโยชน์ ช่วยแชร์หรือแท็กเรียกเพื่อนที่กำลังท้อแท้ กำลังคิดว่าตัวเองไม่เก่ง ให้เขาเข้ามาอ่านเพื่อเติมไฟให้กันและกันหน่อยนะครับ พวกเราจะได้เก่งไปด้วยกัน!