เปลี่ยนน้ำตาเป็นพลัง 4 ขั้นตอนคุยกับลูกตอนสอบตก ให้เขากล้าสู้ต่อแบบไม่กลัวพลาด

วันนี้ครูฮีมอยากจะมาชวนคุยเรื่องที่บีบหัวใจคนเป็นพ่อแม่มากที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือวินาทีที่ลูกรักของเราเดินคอตก น้ำตาคลอ แล้วพูดด้วยเสียงสั่นๆ ว่า หนูสอบตก

ครูฮีมรู้เลยครับว่าวินาทีนั้น ในใจของคุณพ่อคุณแม่คงเหมือนมีพายุทอร์นาโดลูกใหญ่พัดเข้ามา ทั้งตกใจ ทั้งเสียดาย บางคนอาจจะแอบโกรธ หรือบางคนก็แอบโทษตัวเองว่าเราดูแลเขาไม่ดีพอหรือเปล่า ครูฮีมเข้าใจความรู้สึกนั้นดีมากๆ ครับ เพราะในฐานะครูสอนคณิตศาสตร์ ครูเห็นเด็กๆ เดินมาร้องไห้กับครูเรื่องคะแนนสอบมานับไม่ถ้วน

แต่พวกเราลองจินตนาการตามครูฮีมแบบนี้นะครับ ลองนึกภาพว่าเราเพิ่งทำโปรเจกต์ใหญ่ของบริษัทพังราบคาบ แล้วเราต้องเดินไปบอกหัวหน้าจอมเฮี้ยบที่พร้อมจะระเบิดอารมณ์ใส่เราตลอดเวลา ตอนที่เรากำลังเดินไปเคาะประตูห้องหัวหน้า หัวใจเราเต้นแรงแค่ไหน ขาเราสั่นแค่ไหน ในหัวเราคงคิดไปต่างๆ นานาว่า จะโดนด่าไล่ออกไหม จะโดนหักเงินเดือนหรือเปล่า
นั่นแหละครับ คือความรู้สึกเดียวกันกับที่ลูกกำลังเผชิญอยู่ตอนที่เขาต้องเดินมาบอกเราว่าเขาทำพลาด สำหรับเด็กคนหนึ่ง โลกทั้งใบของเขาคือพ่อและแม่นะครับ การที่เขากล้าเดินมาบอกความผิดพลาดกับโลกทั้งใบของเขา เขาต้องใช้ความกล้าหาญมหาศาลมาก เขาไม่ได้กลัวแค่ตัวเลขบนกระดาษคำตอบ แต่เขากลัวว่าพ่อแม่จะผิดหวัง กลัวว่าจะไม่ถูกรักเหมือนเดิม

ถ้าในวินาทีนั้น เราเผลอระเบิดอารมณ์ใส่เขาไปว่า ทำไมถึงตก ไม่อ่านหนังสือใช่ไหม มัวแต่เล่นเกมใช่ไหม สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็เหมือนเราสาดน้ำกรดลงไปบนแผลสดๆ ของเขานั่นแหละครับ เขาจะเจ็บปวด และที่สำคัญที่สุดคือ ในครั้งหน้า ถ้าเขาทำพลาดอีก เขาจะไม่กล้าเดินมาหาเราแล้ว เขาจะเลือกปิดบัง โกหก หรือเก็บไปเครียดคนเดียว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าเกรดศูนย์ตั้งหลายเท่าครับ

แล้วเราควรจะรับมือกับสถานการณ์นี้ยังไงดี ให้ลูกยังกล้าคุยกับเรา และพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่ ครูฮีมขอเสนอวิธีแก้ปัญหาง่ายๆ แบบเป็นขั้นเป็นตอน 4 ข้อ ให้พวกเราลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ

ขั้นตอนที่ 1 ดับไฟในใจตัวเองก่อน
เมื่อได้ยินคำว่าสอบตก กฎข้อแรกคือ ห้ามสวนกลับทันทีเด็ดขาดครับ ให้สูดหายใจเข้าลึกๆ ลึกแบบที่อากาศเข้าไปถึงตาตุ่มเลยนะครับ บอกตัวเองว่า นี่คือลูกเรา เขากำลังเสียใจ และเขากำลังต้องการเราที่สุด ท่องไว้ในใจเลยครับว่า คะแนนสอบวัดความรู้ได้ แต่วัดคุณค่าของลูกเราไม่ได้ ถ้าตอนนั้นอารมณ์มันพุ่งปรี๊ดจนทนไม่ไหว ให้ขอเวลานอกเลยครับ บอกลูกไปตรงๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า พ่อแม่รับรู้แล้วนะลูก แต่ตอนนี้พ่อแม่กำลังตกใจ ขอเวลาพ่อแม่ทำใจสักสิบนาที แล้วเดี๋ยวเรามาคุยกันนะ การทำแบบนี้ดีกว่าการด่าออกไปตอนที่อารมณ์กำลังเดือดปุดๆ แน่นอนครับ

ขั้นตอนที่ 2 สวมกอดและยอมรับความรู้สึก
เมื่ออารมณ์นิ่งแล้ว ให้เดินเข้าไปหาลูกครับ ไม่ต้องพูดอะไรเยอะแยะ แค่ดึงเขาเข้ามากอด หรือลูบหัว ลูบหลังเบาๆ สัมผัสทางกายมันมีพลังมหาศาลเลยนะครับ มันเป็นการบอกเขาว่า ไม่ว่ายังไงพ่อแม่ก็ยังรักเขาเสมอ จากนั้นให้พูดรับรองความรู้สึกของเขาครับ เช่น หนูคงเสียใจมากใช่ไหมลูก หรือ พ่อแม่รู้ว่าหนูพยายามเต็มที่แล้ว แค่นี้เลยครับ แค่ทำให้เขารู้ว่าเราอยู่ข้างๆ เขา ไม่ได้อยู่ฝั่งตรงข้ามที่คอยซ้ำเติม การเปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือ ตอนที่คนจมน้ำ สิ่งแรกที่เขาต้องการคือห่วงยางเพื่อพยุงตัว ไม่ใช่ครูสอนว่ายน้ำที่มายืนด่าว่าทำไมถึงว่ายไม่เป็น การกอดและการเข้าใจก็คือห่วงยางที่ช่วยชีวิตลูกในตอนนั้นครับ

ขั้นตอนที่ 3 ตั้งคำถามเพื่อหาต้นตอแบบไม่จับผิด
พอพายุสงบ ลูกหยุดร้องไห้แล้ว คราวนี้แหละครับคือเวลาของการหาสาเหตุ แต่เราจะไม่ถามด้วยคำถามปลายปิดที่เหมือนการสอบสวนศาลเตี้ยนะครับ ประเภทว่า ทำไมถึงตก ขี้เกียจใช่ไหม คำถามแบบนี้เด็กจะปิดประตูหัวใจทันทีครับ ให้เราเปลี่ยนเป็นคำถามชวนคุย เช่น หนูคิดว่าข้อสอบมันยากตรงไหนลูก หรือ ตอนที่ทำข้อสอบ หนูรู้สึกว่าตัวเองติดขัดเรื่องอะไร หรือ มีวิชาไหนที่หนูรู้สึกว่าเรียนแล้วไม่ค่อยเข้าใจบ้างไหมลูก
สมมติว่าเป็นวิชาคณิตศาสตร์ของครูฮีมเนี่ยแหละ บางทีเด็กไม่ได้ขี้เกียจนะครับ แต่เขาอาจจะไม่เข้าใจพื้นฐานตั้งแต่บทแรก พอครูสอนบทต่อไป เขาก็เลยต่อไม่ติด เหมือนการสร้างบ้านแหละครับ ถ้าเสาเข็มไม่แน่น จะก่ออิฐขึ้นไปกี่ชั้น สุดท้ายมันก็ถล่มลงมาอยู่ดี การที่เราคุยกับเขาด้วยเหตุผล จะทำให้เราเจอรากของปัญหาที่แท้จริง ว่าเขาอ่านหนังสือไม่ถูกจุด เขาแบ่งเวลาไม่เป็น หรือเขาแค่ตื่นเต้นตอนอยู่ในห้องสอบจนลืมทุกอย่าง

ขั้นตอนที่ 4 วางแผนสู้ใหม่ไปด้วยกัน
เมื่อรู้สาเหตุแล้ว เราจะไม่ทิ้งให้ลูกแก้ปัญหาคนเดียวนะครับ เราจะมาทำตัวเป็นโค้ชส่วนตัวให้เขา ชวนเขาวางแผนว่า แล้วครั้งหน้าเราจะทำยังไงให้ดีขึ้นดีล่ะลูก ให้เขาเป็นคนเสนอไอเดียก่อนนะครับ เช่น หนูจะลดเวลาเล่นเกมลงวันละครึ่งชั่วโมงดีไหม หรือ เรามาลองหาแบบฝึกหัดทำเพิ่มกันเสาร์อาทิตย์ไหม ถ้าเป็นปัญหาเรื่องความเข้าใจ เราก็อาจจะเสนอตัวช่วย เช่น ให้พ่อแม่ช่วยติวให้ไหม หรือเราจะลองไปหาที่เรียนพิเศษเพิ่มเติมดี
ที่สำคัญคือ ต้องตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้นะครับ อย่าไปคาดหวังว่าสอบตกปุ๊บ ครั้งหน้าต้องได้เต็มร้อยทันที แบบนั้นเด็กจะเครียดเกินไป เอาแค่ว่า ครั้งหน้าขอให้คะแนนดีกว่าเดิมสักนิดนึง หรือเข้าใจบทเรียนมากขึ้นสักหน่อย ก็ถือว่าสำเร็จแล้วครับ เราค่อยๆ เดินทีละก้าว เหมือนตอนที่เราสอนเขาก้าวเดินตอนเด็กๆ นั่นแหละครับ ล้มก็จับมือดึงขึ้นมา แล้วก็ค่อยๆ ประคองกันเดินต่อไป

เหตุผลที่ครูฮีมอยากให้พวกเราทำตาม 4 ขั้นตอนนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของจิตวิทยาสวยหรูนะครับ แต่มันมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ซ่อนอยู่ สมองของคนเราเนี่ย ตอนที่รู้สึกหวาดกลัวหรือเครียดจัดๆ สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์จะทำงานหนักมาก แล้วมันจะไปปิดกั้นสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้คิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา แปลง่ายๆ คือ ยิ่งเด็กกลัว เขายิ่งคิดอะไรไม่ออกครับ จะจำอะไรก็ไม่ได้ จะแก้ปัญหาอะไรก็ไม่เป็น
แต่เมื่อเราให้ความปลอดภัย ให้ความรัก และความเข้าใจ สมองส่วนอารมณ์จะสงบลง คราวนี้แหละครับ สมองส่วนเหตุผลจะเปิดรับเต็มที่ เขาจะเริ่มคิดได้ว่าเขาพลาดตรงไหน และควรจะทำยังไงต่อไป

นอกจากนี้ การที่เราใช้วิธีพูดคุยกันด้วยเหตุผลตามลำดับขั้นตอน มันยังเป็นการสร้างทักษะชีวิตที่สำคัญมากๆ ให้กับลูกด้วยนะครับ ทักษะนี้เรียกว่า ความล้มเหลวที่สร้างสรรค์ หรือ การล้มแล้วลุกเป็น ในชีวิตจริงของคนเรา เมื่อโตขึ้น เขาจะต้องเจอความล้มเหลวอีกนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ อกหัก สมัครงานไม่ผ่าน หรือทำธุรกิจเจ๊ง ถ้าเขาไม่เคยเรียนรู้วิธีรับมือกับความพ่ายแพ้ตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของเรา พอเขาไปเจอปัญหาใหญ่ในโลกกว้าง เขาอาจจะแหลกสลายจนกู่ไม่กลับเลยก็ได้ครับ

ผลลัพธ์ที่จะตามมา ถ้าคุณพ่อคุณแม่นำวิธีเหล่านี้ไปใช้ ครูฮีมกล้าการันตีเลยครับว่า สิ่งแรกที่คุณจะได้เห็นคือ แววตาที่เปลี่ยนไปของลูก จากแววตาที่หวาดกลัว จะกลายเป็นแววตาที่ซาบซึ้งและไว้ใจ เขาจะรู้ว่าบ้านคือพื้นที่ปลอดภัยของเขาอย่างแท้จริง ไม่ว่าข้างนอกเขาจะเจอเรื่องเลวร้ายหรือทำพลาดมาแค่ไหน เขาจะรู้เสมอว่ามีคนสองคนที่พร้อมจะกางแขนรับเขา และช่วยเขาหาทางออกเสมอ
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับลูกจะแน่นแฟ้นขึ้นแบบที่ไม่มีอะไรมาทำลายได้ ลูกจะกลายเป็นคนที่ไม่กลัวความล้มเหลว แต่เขาจะกลัวการที่ตัวเองไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ต่างหาก เขาจะกล้าคิด กล้าทำ กล้าทดลองสิ่งใหม่ๆ เพราะเขารู้ว่าถึงพลาดไป ก็แค่เริ่มใหม่ได้เสมอ
สุดท้ายนี้ ครูฮีมอยากจะบอกพวกเราทุกคนว่า รอยขีดข่วนหรือบาดแผลจากการหกล้มในวันนี้ มันคือสิ่งที่จะสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงให้กับลูกในวันหน้าครับ หน้าที่ของเราไม่ใช่การอุ้มลูกเดินเพื่อไม่ให้เขาหกล้มเลย แต่หน้าที่ของเราคือการยืนอยู่ใกล้ๆ คอยทำแผลให้เขา สอนวิธีเดินที่ถูกต้องให้เขา และเป็นกำลังใจให้เขาก้าวเดินด้วยขาของตัวเองต่อไปอย่างมั่นคงครับ
แล้วคุณพ่อคุณแม่ล่ะครับ เคยมีประสบการณ์ตอนลูกทำคะแนนสอบไม่ได้ดั่งใจไหม ตอนนั้นแต่ละบ้านใช้วิธีรับมือยังไงกันบ้าง หรือถ้าใครเคยเป็นเด็กที่สอบตกมาก่อน ตอนนั้นอยากให้พ่อแม่ทำยังไงกับเราที่สุด มาคอมเมนต์เล่าแชร์ประสบการณ์ให้ครูฮีมและเพื่อนๆ ฟังกันหน่อยนะครับ บางทีวิธีของคุณอาจจะเป็นทางออกที่ยิ่งใหญ่ให้กับอีกหลายครอบครัวก็ได้ครับ ครูฮีมรออ่านของทุกคนอยู่นะครับ
#ครูฮีม #สอนลูกให้คิดเป็น #เมื่อลูกสอบตก #คู่มือพ่อแม่ #จิตวิทยาเด็ก #เรียนรู้จากความพลาด #ครอบครัวคือพื้นที่ปลอดภัย #เทคนิคการเลี้ยงลูก