ลูกไม่ได้หัวช้า แค่สมองกำลังชัตดาวน์!

วันนี้ครูฮีมอยากมาชวนพวกเราคุยเรื่องหนึ่งที่เป็นเสมือน ฝันร้าย ในวัยเด็กของใครหลายคน และตอนนี้มันอาจจะกำลังเป็นฝันร้ายของลูกหลานเราอยู่ นั่นก็คือ วิชาคณิตศาสตร์ ครับ
เคยเป็นไหมครับตอนเด็กๆ เวลาครูเรียกให้ยืนขึ้นตอบคำถามเลขหน้าห้อง หรือเวลาที่พ่อแม่สอนการบ้านแล้วบอกว่า ทำไมข้อแค่นี้คิดไม่ได้ ท่องสูตรคูณแม่เจ็ดให้ฟังเดี๋ยวนี้เลย จับเวลาด้วย! ความรู้สึกตอนนั้นมันเป็นยังไงครับ? มือไม้เย็น เหงื่อแตก ใจเต้นแรง และที่สำคัญที่สุดคือ สมองตื้อไปหมด จากที่เคยจำได้ก็ลืมไปซะดื้อๆ

ครูฮีมเข้าใจความเจ็บปวดนี้ดีครับ เพราะครูเห็นลูกศิษย์หลายคนร้องไห้หน้ากระดาษทดเลขมานักต่อนักแล้ว พวกเขามักจะโทษตัวเองว่า หนูมันโง่ หนูมันหัวช้า หนูไม่ได้เกิดมาเพื่อเก่งเลข แต่พวกเราเชื่อไหมครับว่า เด็กเหล่านั้นไม่ได้โง่เลย และไม่ได้หัวช้าด้วย แต่ระบบร่างกายและสมองของเขากำลัง ชัตดาวน์ ปิดการทำงานไปเสียเฉยๆ ต่างหาก
วันนี้ครูฮีมจะมาเล่าให้ฟังว่า ทำไมความเชื่อดั้งเดิมของเราที่ว่า คนเก่งเลข คือคนที่คิดเลขเร็ว ถึงเป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์ และเราจะเปลี่ยนเด็กที่กลัวเลข ให้กลายมาเป็นเด็กที่สนุกกับการแก้ปัญหาได้อย่างไร โดยมีวิทยาศาสตร์มารองรับครับ

เรามาเริ่มจากการทำความเข้าใจ ต้นตอของปัญหา กันก่อนครับ
สังคมเรามักจะปลูกฝังกันมาว่า ความเร็ว คือตัวชี้วัดความเก่ง ใครคิดเลขในใจได้ไวปานสายฟ้าแลบ คนนั้นคืออัจฉริยะ เราเลยมักจะเห็นการแข่งขันคิดเลขเร็ว หรือการจับเวลาเวลาเด็กทำแบบฝึกหัด แต่ความจริงที่น่าตกใจก็คือ ความเร็ว นี่แหละครับคือศัตรูตัวร้ายที่สุดของการเรียนรู้คณิตศาสตร์!

ศาสตราจารย์ โจ โบเลอร์ (Prof. Jo Boaler) ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ได้ทำการศึกษาวิจัยและพบความจริงที่สั่นสะเทือนวงการการศึกษาว่า การเอาเวลามาบีบคั้นเด็กในการทำโจทย์คณิตศาสตร์ เป็นการสร้าง ความเครียดวิตกกังวล (Math Anxiety) ซึ่งส่งผลร้ายแรงต่อสมองโดยตรง
เมื่อเด็กเกิดความเครียด สมองส่วนที่เรียกว่า Working Memory หรือ พื้นที่ความจำขณะทำงาน จะถูกบล็อกทันทีครับ พื้นที่ตรงนี้แหละครับที่เด็กต้องใช้ในการดึงข้อมูล เอามาคิดวิเคราะห์ และแก้โจทย์ปัญหา แต่พอเครียดปุ๊บ พื้นที่ตรงนี้ปิดประตูดังปัง!

ครูฮีมชอบเปรียบเทียบให้เห็นภาพแบบนี้ครับ การบังคับให้เด็กท่องสูตรคูณหรือทำโจทย์แข่งกับเวลา ก็เหมือนบังคับให้เขาร้องเพลงชาติหน้าเสาธงในขณะที่มีสิงโตวิ่งไล่กวด... สมองส่วนความจำทำงานไม่ได้หรอกครับ เพราะมันมัวแต่กลัวตาย!

ต่อให้เด็กร้องเพลงชาติได้คล่องแค่ไหน แต่พอมีสิงโต (ความกดดันเรื่องเวลาและการกลัวโดนดุ) วิ่งแยกเขี้ยวเข้ามา สมองจะสั่งการแค่ว่า วิ่งหนี หรือ สู้ตาย มันไม่เหลือพื้นที่ว่างให้มานั่งนึกหรอกครับว่า ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ร้องยังไงต่อ คณิตศาสตร์ก็เหมือนกันครับ เมื่อเด็กกลัว สมองส่วนคำนวณก็หยุดทำงานไปเลย
ทีนี้ เรามาดูความลับข้อที่สองกันครับ นั่นคือ ความงามของความผิดพลาด
พวกเราส่วนใหญ่มักจะรู้สึกแย่เวลาทำโจทย์ผิดใช่ไหมครับ เราถูกสอนมาว่า กากบาทสีแดง คือสัญลักษณ์ของความล้มเหลว แต่ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์สมอง มันตรงกันข้ามเลยครับ!
งานวิจัยชี้ชัดเลยว่า ช่วงเวลาที่สมองของเด็กจะเติบโต แข็งแรง และสร้างเส้นใยประสาทเชื่อมโยงกันได้ดีที่สุด ไม่ใช่ตอนที่เขาทำโจทย์ข้อนั้นถูกแบบชิลๆ นะครับ แต่คือตอนที่เขา ทำโจทย์ผิด และกำลังพยายามดิ้นรนหาคำตอบว่า ตัวเองพลาดตรงไหนต่างหาก
เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนการยกน้ำหนักครับ ถ้าเรายกขวดน้ำเบาๆ กล้ามเนื้อเราก็ไม่โตขึ้นหรอกครับ แต่ถ้าเรายกดัมเบลที่หนักจนเราต้องออกแรงฮึด กล้ามเนื้อจะเกิดการฉีกขาดเล็กๆ และซ่อมแซมตัวเองให้ใหญ่และแข็งแรงขึ้น สมองก็เหมือนกล้ามเนื้อครับ ความผิดพลาด และความงุนงงสับสน คือดัมเบลชั้นดีที่ทำให้สมองของลูกเราเติบโต
เมื่อเรารู้ความลับ 2 ข้อนี้แล้ว ทั้งเรื่องสิงโตที่คอยไล่กวด และเรื่องดัมเบลสร้างสมอง ครูฮีมมี วิธีแก้ไข หรือ Action Plan ที่พวกเราสามารถเอาไปปรับใช้กับลูกๆ หรือลูกศิษย์ได้ทันทีตั้งแต่วันนี้เลยครับ ลองทำตามทีละลำดับขั้นตอนนี้ดูนะครับ รับรองว่าเห็นผลแน่นอน

ขั้นตอนที่ 1. หยุดเอาเวลามาบีบคั้น (Stop Time Pressure)
เวลาที่ลูกกลับมาฝึกทำโจทย์ที่บ้าน เราต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยที่สุดครับ เก็บนาฬิกาจับเวลาลงลิ้นชักไปเลย ลบคำพูดที่ว่า "ทำไมช้าจัง เร็วๆ หน่อยสิลูก" ออกจากพจนานุกรมของเราไปชั่วคราวครับ
เหตุผลที่เราต้องทำแบบนี้ ก็เพื่อไล่สิงโตออกจากห้องเรียนของเขาครับ เราต้องอนุญาตให้เขาคิดช้าๆ ได้ ให้เขามีเวลาวาดรูปประกอบ ให้เขาใช้นิ้วมือนับได้ถ้าเขาต้องการ คณิตศาสตร์ที่แท้จริงไม่ใช่การแข่งขันความเร็วครับ แต่มันคือการคิดอย่างลึกซึ้งและเข้าใจถึงแก่นแท้ เมื่อเขาไม่เครียด Working Memory ของเขาจะกลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แล้วความเข้าใจที่ลึกซึ้งจะตามมาเองครับ

ขั้นตอนที่ 2. เฉลิมฉลองเมื่อทำผิด (Celebrate Mistakes)
ข้อนี้อาจจะฝืนความรู้สึกพ่อแม่สักหน่อย แต่ทรงพลังมากครับ เวลาที่ลูกทำโจทย์ผิด หรือตอบผิด อย่าเพิ่งถอนหายใจ อย่าเพิ่งหยิบไม้เรียว และอย่าเพิ่งรีบเฉลยคำตอบที่ถูกต้องให้เขาทันทีครับ
สิ่งที่เราควรทำคือ ให้ทำตาโตๆ ยิ้มกว้างๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า "ว้าว! ข้อนี้สมองหนูได้ออกกำลังกายแล้วลูก! เรามาดูกันดีกว่าว่ามันพลาดตรงไหน"

เหตุผลที่เราต้องใช้คำพูดสั้นๆ แต่ทรงพลังประโยคนี้ ก็เพื่อเปลี่ยนกรอบความคิด (Mindset) ของเขาครับ เรากำลังสอนเขาว่า ความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่เป็น บันได ที่จะพาเขาไปสู่ความเก่งขึ้น พอเราไม่ดุ ความกลัวจะเปลี่ยนเป็นความท้าทาย เขางจะเริ่มสนุกกับการเป็นนักสืบหาข้อผิดพลาดของตัวเอง และนั่นคือวินาทีทองที่เส้นใยประสาทในสมองของเขากำลังเชื่อมต่อกันอย่างหนาแน่นที่สุดครับ
ผลลัพธ์ที่ได้จากสองขั้นตอนนี้ คืออะไร?
เด็กๆ จะค่อยๆ วางเกราะป้องกันตัวลงครับ โรคกลัวเลข หรือ Math Anxiety จะค่อยๆ หายไป เขาจะเริ่มมองวิชาคณิตศาสตร์เหมือนการเล่นเกมพัซเซิล ที่ต่อผิดก็แค่รื้อต่อใหม่ ไม่ใช่ระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิดใส่หน้าถ้าคิดช้าเกินไป เขาจะเป็นคนที่มีเหตุมีผล กล้าเผชิญหน้ากับโจทย์ที่ยากขึ้น และมีภูมิคุ้มกันต่อความล้มเหลวในชีวิตจริงด้วยครับ

คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่สวยงามครับ มันสอนให้เราคิดเป็นลำดับขั้นตอน สอนให้เรามีเหตุผล และสอนให้เราแก้ปัญหา อย่าปล่อยให้ความเชื่อผิดๆ เรื่องการบีบคั้นด้วยเวลา มาพรากความสนุกในการเรียนรู้ของเด็กๆ ไปเลยนะครับ
แล้วหนูๆ หรือพวกเราล่ะครับ มีความทรงจำวัยเด็กกับวิชาคณิตศาสตร์ยังไงบ้าง?
ไหนใครเคยแอบร้องไห้ตอนท่องสูตรคูณบ้าง คอมเมนต์มาเล่าให้ครูฮีมฟังหน่อยครับ หรือเรื่องไหนในวิชาเลขที่ทำให้เราปวดหัวที่สุด มาแชร์กันได้เลย!
และถ้าใครอ่านจบแล้วรู้สึกว่า โพสต์นี้ปลดล็อกความรู้สึกบางอย่าง อย่าลืม แท็กเพื่อน แท็กคุณพ่อคุณแม่ หรือคุณครู ที่ต้องรู้เรื่องนี้ด่วนๆ เลยนะครับ