เลิกนั่งแช่ 3 ชั่วโมง! เคล็ดลับอ่านหนังสือให้เข้าหัว ด้วยเทคนิค pomodoro วิ่งสลับเดิน
"การอ่านหนังสือไม่ใช่การแข่งมาราธอนที่ใครอึดกว่าชนะ แต่มันคือการแข่งวิ่งเก็บระยะทางสั้น ๆ ที่ใครรู้จักพักคนนั้นถึงเส้นชัยก่อน"
พวกเราเคยเป็นแบบนี้ไหม นั่งจมอยู่หน้าโต๊ะอ่านหนังสือมาแล้ว 3 ชั่วโมง ตาจ้องตัวหนังสือจนพร่าไปหมด พ่อแม่เดินผ่านก็ยิ้มปลื้มใจว่าลูกฉันขยันจัง แต่ในใจพวกเรากลับตะโกนว่า หนูจำอะไรไม่ได้เลย! ปิดหนังสือปุ๊บ ความรู้หายวับไปกับตาเหมือนไม่เคยอ่านมันมาก่อน

ครูฮีมเข้าใจความรู้สึกนี้ดีเลยครับ ยิ่งถ้าเป็นวิชาคณิตศาสตร์ที่พวกเราหลายคนส่ายหน้า แค่เห็นตัวเลขเรียงกันยาวๆ สมองก็สั่งตัดไฟแล้ว พอฝืนนั่งอ่านต่อไปเรื่อยๆ มันเหมือนเราพยายามตักน้ำใส่ตุ่มที่ก้นรั่ว เหนื่อยฟรี แถมยังบั่นทอนกำลังใจตัวเองอีกต่างหาก จนสุดท้ายเราก็เผลอโทษตัวเองว่า เรามันหัวไม่ดี เรามันโง่เลข
แต่วันนี้ครูฮีมขอพูดตรงๆ แบบขัดใจผู้ใหญ่หรือระบบการศึกษาเดิมๆ หลายคนเลยนะ การเชื่อว่า ยิ่งนั่งอ่านหนังสือนานๆ ยิ่งดี หรือ ต้องอดทนอ่านจนกว่าจะน็อคไปข้างนึง คือความเชื่อที่ผิดมหันต์!

พวกเราถูกสอนมาตลอดว่าความขยันคือการทนนั่งเก้าอี้ให้ลุกเป็นไฟ ใครลุกก่อนคนนั้นแพ้ แต่ครูฮีมอยากจะบอกว่า การอ่านหนังสือไม่ใช่การแข่งมาราธอนที่ใครอึดกว่าชนะ แต่มันคือการแข่งวิ่งเก็บระยะทางสั้น ๆ ที่ใครรู้จักพักคนนั้นถึงเส้นชัยก่อน ต่างหากล่ะ

ลองคิดตามครูฮีมนะลูก สมมติว่าพวกเราต้องกินบุฟเฟ่ต์หมูกระทะชุดใหญ่ ถ้าครูบังคับให้พวกเรายัดเนื้อหมูรวดเดียว 3 กิโลกรัมโดยไม่ให้พักดื่มน้ำ ไม่ให้หยุดหายใจ พวกเราจะอ้วกไหม? แน่นอนว่าต้องอ้วก สมองของเราก็เหมือนกันครับ มันรับข้อมูลรวดเดียวปริมาณมหาศาลแบบนั้นไม่ไหว มันถึงได้สำรอกความรู้ทิ้งไปตอนที่เราปิดหนังสือนั่นแหละ
แล้วทางออกคืออะไร? ฝรั่งเขามีเทคนิคที่ชื่อว่า Pomodoro แต่ช่างชื่อยากๆ มันเถอะ แปลเป็นไทยง่ายๆ สไตล์ครูฮีมก็คือ เทคนิควิ่งสลับเดิน ครับ

หลักการมันง่ายแสนง่าย แค่เราจับเวลาอ่านหนังสือแบบจริงจังสุดๆ ลืมโลกไปเลย 25 นาที พอครบปุ๊บ ให้ลุกขึ้นไปพักเดินเล่น ยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำ 5 นาที แล้วค่อยกลับมาลุยใหม่ 25 นาที ทำแบบนี้สลับกันไปเรื่อยๆ
ทำไมไอ้การพักบ่อยๆ แบบนี้มันถึงได้ผลดีกว่าการนั่งแช่ล่ะ? มาครับ ครูฮีมจะอธิบายเหตุผลให้ฟังทีละข้อ ตามลำดับเลยนะ

ข้อที่ 1 สมองเรามีแบตเตอรี่จำกัด
เหมือนแบตมือถือเลยลูก ตอนเราเริ่มอ่านหนังสือ แบตเราเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เราโฟกัสได้เต็มที่ แต่พอนาทีที่ 30 แบตมันเริ่มแดงแล้ว สมาธิเราจะเริ่มหลุด ลอยไปคิดถึงซีรีส์ ลอยไปคิดถึงของกิน การฝืนอ่านตอนแบตแดงก็เหมือนเล่นเกมตอนเน็ตกระตุกนั่นแหละ เล่นไปก็หงุดหงิด ไม่เข้าหัว การพัก 5 นาทีคือการเสียบสายชาร์จด่วน ให้สมองกลับมาพร้อมลุยในรอบต่อไป

ข้อที่ 2 ช่วงเวลาพักคือช่วงเวลาที่สมองย่อยข้อมูล
อันนี้สำคัญมาก! ตอนที่เราลุกไปดื่มน้ำ หรือมองออกไปนอกหน้าต่าง สมองมันไม่ได้หยุดทำงานนะลูก แต่มันกำลังเอาเนื้อหาคณิตศาสตร์ สูตรยากๆ ที่เราเพิ่งอ่านเมื่อ 25 นาทีที่แล้ว ไปจัดเรียงเข้าลิ้นชักความทรงจำให้เป็นระเบียบ เหมือนเรากินหมูกระทะเสร็จก็ต้องมีเวลาให้น้ำย่อยได้ทำงาน ถ้าเรายัดข้อมูลเข้าไปเรื่อยๆ ไม่หยุดพัก ลิ้นชักสมองมันจะรกไปหมด พอถึงเวลาสอบ เราก็จะหาความรู้ที่อุตส่าห์อ่านมาไม่เจอ

ข้อที่ 3 มันทำลายกำแพงความกลัวและความขี้เกียจ
การบอกตัวเองว่า วันนี้ต้องอ่านหนังสือ 3 ชั่วโมงนะ แค่คิดก็ท้อแล้ว ถอดใจตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แต่ถ้าเราเปลี่ยนใหม่ บอกตัวเองว่า ขอแค่อ่านแบบตั้งใจสุดๆ แค่ 25 นาทีพอ มันดูเป็นไปได้ใช่ไหมลูก? 25 นาที แป๊บเดียวเอง ทนได้สบายมาก พอเราเริ่มได้ รอบต่อไปมันจะตามมาเองโดยอัตโนมัติ เพราะเราไม่รู้สึกว่ามันเป็นภาระที่หนักอึ้งอีกต่อไป
เห็นไหมครับว่า การพักไม่ใช่เรื่องของคนขี้เกียจ แต่การพักคืออาวุธลับของคนฉลาดที่รู้จักบริหารพลังงานของตัวเองต่างหาก

ผลลัพธ์จากการเปลี่ยนมาใช้เทคนิค วิ่งสลับเดิน นี้ จะทำให้ลูกศิษย์ของครูฮีมตกใจเลยล่ะ พวกเราจะใช้เวลาอยู่หน้าโต๊ะหนังสือน้อยลง แต่กลับจำเนื้อหาได้แม่นยำขึ้น เข้าใจบทเรียนที่เคยงงเป็นไก่ตาแตกได้ทะลุปรุโปร่งขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ พวกเราจะกลับมามีความสุขกับการใช้ชีวิต ไม่ต้องทนทรมานเป็นซอมบี้หน้าโต๊ะอ่านหนังสืออีกต่อไป
จำคำครูฮีมไว้นะครับลูก การเรียนเก่งไม่ได้วัดกันที่ความทนทานในการนั่งเก้าอี้ แต่วัดกันที่ความเข้าใจ รู้จักวิ่งให้สุดขีด แล้วรู้จักพักให้เป็น นี่แหละคือหนทางสู่ความสำเร็จที่แท้จริง
ใครมีเพื่อนที่ชอบอ่านหนังสือแบบหามรุ่งหามค่ำ นั่งแช่เป็นหินจนขอบตาดำเป็นแพนด้า แต่บ่นว่าจำอะไรไม่ได้ แท็กเพื่อนคนนั้นมาอ่านบทความนี้ด่วนๆ เลยลูก! บอกเพื่อนว่าครูฮีมสั่งให้ไปพักเดี๋ยวนี้! ส่วนใครที่อ่านจบแล้วเตรียมจะเอาเทคนิค วิ่งสลับเดิน ไปลองใช้ พิมพ์บอกครูฮีมในคอมเมนต์หน่อยนะ ครูรอเชียร์พวกเราทุกคนอยู่ครับ
