สอบตกไม่ใช่เพราะโง่ แต่เพราะสมองโดนขโมย! วิธีเปิด "โหมดเครื่องบิน" กู้คืนคะแนนสอบแบบชิลๆ

วันนี้ครูฮีมไม่ได้มาสอนแก้สมการคณิตศาสตร์ที่ไหนหรอกนะ แต่ครูจะมาพูดถึงสมการชีวิตที่พวกเราหลายคนกำลังแก้ไม่ออก

โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ใกล้สอบแบบนี้ นั่นคือสมการที่ว่า "ความตั้งใจสอบ + โทรศัพท์มือถือ = ความพังพินาศ"
ครูฮีมรู้ดีครับว่า ตอนนี้หลายคนกำลังนั่งเครียด จับหนังสือคณิตศาสตร์ขึ้นมา กะว่าจะทำโจทย์สักห้าสิบข้อ แต่พอทำไปได้ข้อเดียว เสียงแจ้งเตือนจากติ๊กต็อกก็ดัง ปิ๊ง! หรือเพื่อนทักแชทมา แป๊บเดียวเท่านั้นแหละครับ นิ้วมือของเรามันก็สไลด์หน้าจอไปเองโดยอัตโนมัติ รู้ตัวอีกที เวลาก็ผ่านไปแล้วสามชั่วโมง หนังสือยังอยู่หน้าเดิม แถมมีรอยน้ำลายหยดใส่ด้วยซ้ำ!

ครูอยากจะบอกพวกเราตรงนี้เลยนะว่า ใครที่เป็นแบบนี้ ไม่ต้องด่าตัวเอง ไม่ต้องโทษว่าตัวเองเป็นเด็กไม่ดี ไม่มีวินัย หรือขี้เกียจ ครูฮีมในฐานะครูสอนเลข ขอเถียงแทนพวกเราเลยครับว่า มันไม่ใช่ความผิดของหนูๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะ ลองคิดดูสิครับ บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก เขาจ้างวิศวกร จ้างนักจิตวิทยาที่เก่งที่สุดในโลกมาออกแบบแอปพลิเคชันพวกนี้ เพื่อเป้าหมายเดียวเลยคือ "ทำยังไงก็ได้ให้สายตาของพวกเราจดจ่ออยู่กับหน้าจอนานที่สุด"

แอปพลิเคชันพวกนี้ถูกออกแบบมาเหมือน "ตู้สล็อตแมชชีน" ในคาสิโนเลยลูก ทุกครั้งที่เราไถหน้าจอ สมองของเราจะหลั่งสารที่ชื่อว่า โดปามีน ซึ่งเปรียบเหมือน "ลูกอมแสนหวานของสมอง" มันทำให้เราฟิน ทำให้เรามีความสุขชั่วขณะ พอเราเสพติดลูกอมหวานๆ นี้ สมองเราก็ไม่อยากจะไปกินผักขมๆ อย่างการนั่งอ่านหนังสือสอบแล้วล่ะครับ นี่คือเรื่องจริงที่เจ็บปวด

ผู้ใหญ่หลายคนชอบเดินมาบอกว่า "ก็ปิดมือถือสิ! หักดิบไปเลย ลบแอปทิ้งไปให้หมด!" ครูฮีมได้ยินแล้วก็แอบขำในใจ มันพูดง่ายนะครับ แต่ทำยากมาก การให้เด็กยุคนี้หักดิบโซเชียลมีเดีย ก็เหมือนการบอกให้ปลาเลิกว่ายน้ำนั่นแหละ มันฝืนธรรมชาติเกินไป สุดท้ายพอทำไม่ได้ เราก็จะตบะแตก กลับมาเล่นหนักกว่าเดิม แล้วก็รู้สึกผิดจนไม่อยากอ่านหนังสืออีกเลย

ดังนั้น วันนี้ครูฮีมมีทางออก เป็นวิธีที่ครูใช้สอนลูกศิษย์หลายรุ่นให้รอดตายจากการสอบมาแล้ว ครูเรียกมันว่า ทฤษฎีโหมดเครื่องบินสำหรับเด็ก หรือ การดีท็อกซ์โซเชียลมีเดียก่อนสอบ 1 เดือนแบบไม่หักดิบ
การดีท็อกซ์แบบครูฮีมไม่ใช่การทรมานตัวเอง แต่เป็นการสร้างสมดุลใหม่ให้สมอง เหมือนเราค่อยๆ ปรับเกียร์รถยนต์ ไม่ใช่เหยียบเบรกกะทันหันจนหัวทิ่ม มาครับ เรามาดูกันเป็นลำดับขั้นตอนแบบมีเหตุมีผล สไตล์ครูสอนเลขกันเลย

ขั้นตอนที่ 1: กฎระยะห่าง 20 วินาที สร้างกำแพงเมืองจีนระหว่างเรากับมือถือ
พวกเราจำไว้นะครับ ความขี้เกียจคือเพื่อนแท้ของมนุษย์ เราจะใช้ความขี้เกียจนี้แหละมาช่วยเรา เวลาเราจะอ่านหนังสือ ห้ามเอามือถือวางไว้บนโต๊ะเด็ดขาด! ย้ำนะครับว่าเด็ดขาด เพราะถ้ามันอยู่แค่เอื้อมมือ สมองเราจะแพ้แรงโหยหาแน่นอน
สิ่งที่ต้องทำคือ เอามือถือไปชาร์จทิ้งไว้ในห้องอื่น หรือใส่ลิ้นชักที่เปิดยากๆ เอาเทปกาวแปะทับไปเลยก็ได้ ให้อยู่ในระยะที่เราต้องใช้เวลาเดินไปหยิบอย่างน้อย 20 วินาที งานวิจัยทางจิตวิทยาบอกไว้ชัดเจนเลยครับว่า มนุษย์เรามักจะล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำอะไรสักอย่าง ถ้าสิ่งนั้นมันยุ่งยากและใช้เวลาเตรียมการเกิน 20 วินาที
พอเรานั่งทำโจทย์เลขอยู่ แล้วสมองสั่งว่า "อยากเล่นไอจีจัง" พอเรานึกขึ้นได้ว่า ต้องลุกขึ้น เดินเปิดประตู ไปห้องข้างๆ คุ้ยหาในลิ้นชัก ความขี้เกียจในตัวเราจะบอกว่า "ช่างมันเถอะ ขี้เกียจเดิน นั่งทำโจทย์ข้อนี้ต่อดีกว่า" เห็นไหมครับ เราเอาชนะระบบสมองด้วยการสร้างความลำบากเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละครับคือการสร้างกำแพงป้องกันตัวเองแบบเนียนๆ
ขั้นตอนที่ 2: เปิด "โหมดเครื่องบิน" ในช่วงเวลาทองคำ
นี่คือหัวใจสำคัญของเรื่องนี้เลยลูก ครูไม่ได้ห้ามเล่นมือถือทั้งวัน แต่เราจะเล่นแบบมีกลยุทธ์ ก่อนสอบ 1 เดือน เราจะแบ่งเวลาออกเป็นบล็อกๆ ละ 45 นาที ใน 45 นาทีนี้ ครูขอให้หนูเปิด "โหมดเครื่องบิน" (Airplane Mode) ที่มือถือของหนูจริงๆ ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ไม่มีไวไฟ ไม่มีเซลลูลาร์ ไม่มีข้อความใดๆ ทั้งสิ้น

ทำไมต้องทำแบบนี้? เพราะครูอยากให้พวกเราหลีกเลี่ยงสิ่งที่เรียกว่า "เศษซากความสนใจ"
มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยระดับโลกที่ศึกษาเรื่องการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน หรือ Multitasking เขาพบว่า เวลาที่เราอ่านหนังสืออยู่ แล้วหันไปตอบแชทเพื่อนแค่ 1 นาที แม้เราจะหันกลับมามองหนังสือแล้ว แต่สมองของเราไม่ได้กลับมาด้วยนะครับ สมองส่วนหนึ่งมันยังค้างอยู่ที่แชทของเพื่อน ต้องใช้เวลาเกือบ 20 นาที กว่าสมองจะดึงสมาธิทั้งหมดกลับมาที่หน้าหนังสือได้เต็มร้อย

ครูฮีมขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ มันเหมือนหนูกำลังทอดไข่เจียวอยู่ในครัว แล้วมีคนมากดกริ่งหน้าบ้าน หนูวิ่งไปเปิดประตู คุยกับคนส่งของแค่แป๊บเดียว หันกลับมาอีกที ไข่เจียวในกระทะไหม้ดำปี๋ไปแล้ว! สมองเราก็เหมือนกันครับ การสลับความสนใจไปมา จะทำให้ข้อมูลในสมองไหม้เกรียมและรวนไปหมด
ดังนั้น 45 นาทีที่เปิดโหมดเครื่องบิน คือการปกป้องไข่เจียวของเราให้เหลืองกรอบน่ากิน พอครบ 45 นาที หนูสามารถปิดโหมดเครื่องบิน แล้วให้รางวัลตัวเองด้วยการเล่นโซเชียลได้เต็มที่ 15 นาที! ตอบแชทให้กระจุย ไถฟีดให้กระจาย นี่ไงครับ ไม่ต้องหักดิบ เรายังมีเวลาพักหายใจหายคอง

ขั้นตอนที่ 3: แทนที่ด้วยความสำเร็จเล็กๆ นำทางไปสู่ความสำเร็จใหญ่
ช่วงที่หนูอ่านหนังสือได้ครบ 45 นาทีโดยไม่แตะมือถือ ครูขอให้หนูขีดเครื่องหมายถูกลงบนกระดาษ หรือเอาสติกเกอร์แปะไว้ การได้เห็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จเล็กๆ เหล่านี้ จะทำให้สมองหลั่งโดปามีนออกมาเหมือนกันครับ! แต่คราวนี้มันเป็นโดปามีนที่มาจากความภาคภูมิใจ ไม่ใช่จากตู้สล็อตแมชชีน

คำพูดสั้นๆ ง่ายๆ แต่ทรงพลังที่ครูฮีมอยากฝากไว้คือ "สมองก็เหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งฝืนทน ยิ่งแข็งแกร่ง" ช่วงวันแรกๆ ที่เปิดโหมดเครื่องบิน หนูจะรู้สึกหงุดหงิด เหมือนมดกัดยุบยิบในใจ คันไม้คันมืออยากหยิบโทรศัพท์ นั่นคืออาการลงแดงครับ เป็นเรื่องปกติมาก แต่ถ้าหนูผ่านสัปดาห์แรกไปได้ กล้ามเนื้อสมาธิของหนูจะแข็งแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่หนูทำแบบนี้ได้ 1 เดือนเต็มก่อนสอบ มันจะมหัศจรรย์มากครับ
อย่างแรกเลย หนูจะค้นพบว่า เวลา 24 ชั่วโมงในหนึ่งวันมันยาวนานขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ หนูจะทำโจทย์คณิตศาสตร์ได้วันละหลายสิบข้อโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเท่าเมื่อก่อนชแฉใน

อย่างที่สอง ในวันสอบจริง ในขณะที่เพื่อนๆ หลายคนนั่งตื่นเต้น สมาธิหลุดลอย แต่หนูจะนั่งนิ่งสงบอยู่ในห้องสอบ เหมือนอยู่ในโลกของตัวเอง สูตรคำนวณต่างๆ ที่เคยอ่านไว้ มันจะผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ เป็นลำดับขั้นตอน 1, 2, 3 เหมือนมีครูฮีมไปยืนกระซิบอยู่ข้างหู
เห็นไหมครับลูกศิษย์ของครู การเอาชนะอาการติดโซเชียลมีเดีย ไม่ได้แปลว่าเราต้องเป็นศัตรูกับเทคโนโลยี เราไม่ได้กำลังจะย้อนยุคไปอยู่ถ้ำ แต่เรากำลังเรียนรู้ที่จะเป็น "เจ้านาย" ของมันต่างหาก ไม่ใช่มันเป็นเจ้านายเรา

โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือที่วิเศษมากถ้าเราใช้มันเป็น แต่ถ้ามันมาขโมยความฝัน ขโมยคะแนนสอบ และขโมยอนาคตของเราไป เราก็ต้องมีวิธีรับมือกับมันอย่างชาญฉลาดและมีเหตุผลครับ
จำไว้นะครับ ไม่มีการหักดิบ ไม่มีการด่าทอตัวเอง มีแต่การวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ และการลงมือทำทีละก้าวเท่านั้น นี่แหละคือวิถีของคนที่ประสบความสำเร็จ
ก่อนจะจากกันไปอ่านหนังสือ ครูฮีมมีคำถามท้าทายพวกเรานิดหน่อย ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ ลองสำรวจตัวเองดูสิครับ
พวกเราคิดว่าแอปพลิเคชันไหนที่เป็น "ตัวการร้าย" ที่สุด ที่ดูดเวลาชีวิตเราไปตอนอ่านหนังสือมากที่สุด? พิมพ์ตอบในคอมเมนต์ให้ครูฮีมชื่นใจหน่อย (หรือจะบ่นให้ฟังก็ได้นะ ครูรออ่านอยู่) และถ้าใครพร้อมจะรับคำท้า เริ่มต้นเปิด "โหมดเครื่องบิน" ในการอ่านหนังสือคืนนี้เป็นคืนแรก พิมพ์คำว่า "พร้อมลุยครับ/ค่ะครูฮีม" มาได้เลย! มาสร้างคอมมูนิตี้คนจริงก่อนสอบไปด้วยกันครับ!