เลิกพูดว่า "ไปอ่านหนังสือเดี๋ยวนี้!" ถ้าอยากให้ลูกขยันแบบไม่ต้องสั่ง
วันนี้ครูฮีมขอชวนคุยเรื่องคลาสสิกประจำบ้านที่ครูเชื่อว่าแทบทุกครอบครัวต้องเคยเจอกับตัว หรือแม้แต่ลูกศิษย์ของครูฮีมเองก็คงเคยผ่านประสบการณ์นี้มาเหมือนกัน นั่นก็คือสงครามประสาทตอนเย็นๆ ที่เริ่มต้นด้วยประโยคสั้นๆ แต่พลังทำลายล้างสูงว่า "ไปอ่านหนังสือเดี๋ยวนี้เลยนะ!"

พวกเราลองนึกภาพตามครูฮีมนะครับ พ่อแม่กลับมาจากที่ทำงาน เหนื่อยก็เหนื่อย หันไปเห็นลูกรักนอนเอกเขนกเล่นมือถือสบายใจเฉิบ การบ้านก็ยังไม่เสร็จ หนังสือก็ไม่ยอมแตะ ความหวังดีบวกกับความหงุดหงิดนิดๆ ทำให้เราเผลอปล่อยคำสั่งประกาศิตออกไป "ไปทำการบ้าน! ไปอ่านหนังสือเดี๋ยวนี้!"

แล้วผลลัพธ์เป็นยังไงครับ? ลูกกระโดดเด้งตัวขึ้นมาด้วยความสดใส ร้องบอกว่า "โอ้โห ขอบคุณมากครับคุณแม่ที่เตือน ผมจะไปอ่านเดี๋ยวนี้เลย!"
... เปล่าเลยครับ! ความเป็นจริงคือ หน้าเด็กๆ จะหงิกงอเป็นม้าหมากรุก ปากยื่น บ่นกระปอดกระแปด เดินกระแทกเท้าปึงปังไปที่โต๊ะ เปิดหนังสือด้วยความแค้น แล้วก็นั่งจ้องหน้ากระดาษเปล่าๆ โดยที่ไม่มีความรู้ตัวไหนกระเด็นเข้าสมองเลย
ครูฮีมเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายเลยครับ พ่อแม่ก็รัก อยากให้ลูกได้ดี อยากให้เขารับผิดชอบตัวเองได้ ส่วนฝั่งเด็กๆ ลูกศิษย์ของครูก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวมีปัญหาหรอกครับ แค่พวกเขารู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกต้อนให้จนมุมเท่านั้นเอง
ครูฮีมอยากจะขอท้าทายความเชื่อเดิมๆ ของพวกเราสักนิดครับ พวกเราเคยสงสัยไหมว่า วิธีการออกคำสั่งแบบทหารที่เราใช้กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย มันเวิร์คจริงๆ หรือเปล่า? ถ้ามันเวิร์ค ทำไมเราถึงต้องเหนื่อยพูดคำเดิมๆ ซ้ำๆ ทุกวันจนคอแทบแตก?
คำตอบที่น่าตกใจก็คือ การออกคำสั่งตรงๆ คือวิธีที่ทำลายแรงจูงใจในการเรียนรู้ของเด็กได้ราบคาบที่สุดครับ!
มาครับ ครูฮีมจะค่อยๆ แกะรอยให้ดูเป็นข้อๆ ว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น และเราจะแก้ไขมันได้อย่างไรบ้าง ตามครูมาเลยครับ

1. ทำไมคำสั่งถึงพังพินาศ: ทฤษฎีสปริงที่ถูกกดทับ
ครูฮีมอยากให้พวกเราลองจินตนาการถึง สปริงขดหนึ่งครับ เวลาที่เราใช้นิ้วกดสปริงลงไปแรงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ? สปริงมันไม่ได้ยอมยุบตัวลงไปเฉยๆ ใช่ไหมครับ แต่มันเกิดแรงต้านขึ้นมาสู้กับนิ้วของเรา ยิ่งเราออกแรงกดมันหนักเท่าไหร่ พอมันหาจังหวะหลุดมือเราได้ มันก็จะยิ่งดีดเด้งใส่หน้าเราแรงขึ้นเท่านั้น
สมองของคนเราก็ทำงานเหมือนสปริงเป๊ะเลยครับ! โดยเฉพาะสมองของเด็กๆ และวัยรุ่น เมื่อไหร่ก็ตามที่สมองได้ยินคำสั่งที่เด็ดขาด เช่น ต้องทำเดี๋ยวนี้ ห้ามทำแบบนั้น ไปทำเดี๋ยวนี้ สมองส่วนที่ทำหน้าที่ปกป้องตัวเองจะทำงานทันทีครับ มันจะรู้สึกว่า "เฮ้ย! ฉันกำลังถูกคุกคาม ฉันกำลังสูญเสียอิสรภาพ!"
เมื่อสมองรู้สึกแบบนั้น มันจะสั่งการให้ร่างกายเกิดการต่อต้านโดยอัตโนมัติครับ เหมือนกับสปริงที่พยายามดันนิ้วเรากลับ ต่อให้ลึกๆ แล้วลูกศิษย์ของครูฮีมจะรู้ตัวอยู่เต็มอกว่า "เออ การบ้านมันต้องส่งพรุ่งนี้นี่หว่า" หรือ "เออ เราควรจะต้องอ่านหนังสือสอบแล้วนะ" แต่พอเจอประโยคคำสั่งกระแทกหน้าเข้าไป ความอยากทำมันจะหายวับไปในพริบตา กลายเป็นความรู้สึกอยากเอาชนะ อยากประท้วงแทน สรุปคือ ยิ่งสั่ง ยิ่งกดดัน เขาก็ยิ่งต่อต้านครับ

2. ทางออกที่นุ่มนวล: เปลี่ยนคำสั่ง ให้เป็น คำถามนำ
เมื่อเรารู้แล้วว่าการกดสปริงมันมีแต่จะทำให้เจ็บตัว งั้นเรามาเปลี่ยนวิธีกันใหม่ครับ แทนที่เราจะเป็นคนคุมพวงมาลัยแล้วสั่งให้เขาเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เราลองยื่นพวงมาลัยให้เขาจับ แล้วให้เขาเป็นคนเลือกเส้นทางเองดูบ้างครับ
เทคนิคของครูฮีมคือการ เปลี่ยนคำสั่งให้เป็นคำถามครับ จากประโยคสั่งการที่แข็งกระด้าง ให้เปลี่ยนเป็นคำถามชวนคิดที่ทำให้เขารู้สึกว่า เขาคือคนคุมเกมชีวิตของตัวเองอยู่
ตัวอย่างเช่น แทนที่จะพูดว่า "ไปทำการบ้านเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
ลองเปลี่ยนมาถามด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า "วันนี้หนูวางแผนจะเคลียร์อะไรบ้างลูก?" หรือ "การบ้านวันนี้มีอะไรที่ต้องจัดการบ้าง เราจะเริ่มจากวิชาไหนก่อนดี?"
เห็นความแตกต่างไหมครับ? คำถามแบบนี้มันทรงพลังมากนะครับ เพราะมันเป็นการบอกใบ้อย่างแนบเนียนว่า "เรารู้นะว่าเธอมีหน้าที่ต้องทำ" แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการให้เกียรติเขา ให้เขาได้เป็นคนคิด วางแผน และตัดสินใจด้วยตัวเอง สมองของเขาจะไม่รู้สึกว่าถูกคุกคาม สปริงในใจก็จะไม่ถูกกดทับ แถมยังเป็นการฝึกทักษะการวางแผนชีวิตให้เขาไปในตัวด้วยครับ
พอเขาเป็นคนตอบออกมาเองว่า "เดี๋ยวจะทำคณิตศาสตร์ก่อนครับ" เขาจะรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของในคำพูดนั้น และมีแนวโน้มที่จะทำตามสิ่งที่ตัวเองพูดได้ง่ายกว่าการถูกบังคับหลายเท่าตัวเลยครับ

3. กฎ 5 นาที: หลอกล่อสมองให้สตาร์ทเครื่อง
ทีนี้ พอเราถามนำจนเขายอมรับว่าจะต้องเริ่มทำแล้ว ปัญหาต่อมาคือความขี้เกียจที่เกาะกินหัวใจครับ บางทีงานมันชิ้นใหญ่เกินไป หนังสือมันหนาเกินไป เห็นแล้วมันท้อแท้ ไม่อยากจะเริ่มต้น ครูฮีมมีไม้ตายอีกหนึ่งท่าที่เอาไว้ใช้จัดการกับความขี้เกียจครับ นั่นคือ กฎ 5 นาที
พวกเราเคยสังเกตไหมครับ เวลาที่เราเข็นรถที่จอดนิ่งๆ ตอนออกแรงฮึดดันครั้งแรก มันจะหนักและเหนื่อยมากๆ แต่พอรถมันเริ่มขยับล้อหมุนไปได้นิดนึงแล้ว หลังจากนั้นเราแค่ใช้แรงดันเบาๆ รถมันก็ไหลไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ
การเรียนก็เหมือนกันครับ ช่วงที่ยากที่สุดคือช่วงที่กำลังจะย้ายก้นจากโซฟาไปนั่งที่โต๊ะครับ สมองเรามันจะหาข้ออ้างสารพัดมาฉุดรั้งเราไว้ วิธีแก้คือ เราต้องหลอกสมองครับ!
บอกกับเด็กๆ (หรือบอกกับตัวเอง) ว่า "เราจะตั้งใจทำสิ่งนี้แค่ 5 นาทีเท่านั้น" ใช่ครับ ฟังไม่ผิด แค่ 5 นาทีจริงๆ จับเวลาเลยก็ได้ บอกเขาว่าให้ลองฝืนใจเปิดหนังสือคณิตศาสตร์ของครูฮีม หรือลงมือเขียนการบ้าน แค่ 5 นาที ถ้าครบ 5 นาทีแล้วรู้สึกไม่ไหวจริงๆ ปวดหัวตึ้บๆ อนุญาตให้ลุกเดินหนีไปพักได้เลย ไม่ว่ากัน
เชื่อมั้ยครับว่า ร้อยละ 90 ของคนที่เริ่มลงมือทำไปแล้ว 5 นาที จะทำสิ่งนั้นต่อไปเรื่อยๆ จนจบ! เพราะอะไรน่ะหรือครับ? เพราะเครื่องมันติดแล้วไงครับ! โมเมนตัมมันเกิดแล้ว พอเราได้เริ่มอ่านไปหนึ่งหน้า ได้เริ่มเขียนไปสองสามบรรทัด สมองเราจะสวิตช์เข้าสู่โหมดการทำงานโดยอัตโนมัติ ความรู้สึกต่อต้านในตอนแรกมันหายไปตั้งแต่ 2 นาทีแรกแล้วครับ กฎ 5 นาทีนี้จึงเป็นเทคนิคการหลอกล่อให้สมองข้ามกำแพงความขี้เกียจที่ได้ผลชะงัดนักแล
ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น
ถ้าพวกเราค่อยๆ ปรับวิธีคิด นำเทคนิคการตั้งคำถามนำ และกฎ 5 นาทีไปปรับใช้ในบ้าน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือบรรยากาศที่ผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ เสียงบ่น เสียงทะเลาะกันจะลดลง ลูกๆ จะเริ่มเรียนรู้ที่จะจัดการตัวเองโดยไม่ต้องมีใครมาคอยจ้ำจี้จ้ำไช เขาจะภูมิใจในตัวเองที่รับผิดชอบหน้าที่ได้ และตัวเราเองก็จะไม่ต้องสวมบทเป็นผู้คุมเรือนจำอีกต่อไป วิน-วิน กันทุกฝ่ายเลยครับ

เอาล่ะครับ วันนี้ครูฮีมจัดเต็มให้ความรู้แบบเน้นๆ หวังว่าพวกเราจะมองเห็นภาพและเข้าใจกลไกความรู้สึกของเด็กๆ มากขึ้นนะครับ ไม่มีการเรียนรู้ไหนที่งอกงามได้จากการบังคับครับ มีแต่ความเข้าใจและวิธีการที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะค่อยๆ รดน้ำพรวนดินให้เขาเติบโต
ก่อนจากกันวันนี้ ครูฮีมอยากถามพวกเราว่า "คำสั่งสุดฮิต" ที่เราเผลอหลุดปากพูดบ่อยที่สุดตอนอยู่บ้านคือคำว่าอะไรครับ? สารภาพมากันซะดีๆ พิมพ์เล่าให้ครูฮีมฟังในคอมเมนต์หน่อยนะครับ!
และถ้าคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์กับคนเป็นพ่อแม่หรือใครก็ตามที่กำลังปวดหัวกับการกระตุ้นให้เด็กๆ อ่านหนังสือ ฝากแท็กชื่อเพื่อนๆ หรือแชร์ไปให้พวกเขาได้อ่านกันด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่กับครูฮีมครับ สวัสดีครับ!