เลิกชมลูกว่า "เก่งจัง" ถ้าอยากให้ลูกรอดวิชาเลข! ปลดล็อกสมองเด็กด้วยกฎจาก Stanford
วันนี้ครูฮีมมีเรื่องสำคัญมากๆ ชนิดที่ว่าสามารถพลิกชีวิตการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของหนูๆ และลูกศิษย์ของเราจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลย มานั่งล้อมวงฟังครูฮีมเล่าให้ฟังกันครับ

ครูฮีมเข้าใจหัวอกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ และเข้าใจความเจ็บปวดของเด็กๆ ที่ไม่เก่งเลขดีครับ วิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือมันมีความเป็นขาวกับดำชัดเจน ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ไม่มีตรงกลาง เวลาเด็กๆ ทำโจทย์ไม่ได้ เหงื่อมันจะเริ่มซึมที่มือ มองกระดาษข้อสอบแล้วรู้สึกเหมือนตัวเลขมันเต้นระบำเยาะเย้ยเราอยู่ ยิ่งถ้าเป็นเด็กที่ "เคยเก่ง" มาก่อน แล้ววันหนึ่งมาเจอเรื่องที่ยากจนทำไม่ได้ ความรู้สึกมันจะเหมือนโลกถล่มทลายลงมาตรงหน้าเลยครับ ทรมานมากนะลูกเอ๊ย

เวลาที่ลูกเราสอบได้คะแนนดี หรือแก้โจทย์เลขยากๆ ได้ คำพูดแรกที่พวกเรามักจะหลุดปากชมออกไปด้วยความรักและความภูมิใจก็คือ "โห ลูกแม่เก่งจังเลย!" หรือ "หนูหัวไวมาก สมกับเป็นลูกพ่อ" ฟังดูเป็นคำพูดที่อบอุ่นและน่าจะสร้างแรงบันดาลใจใช่ไหมครับ?
แต่พวกเราเชื่อครูฮีมไหมครับว่า ในฐานะครูสอนคณิตศาสตร์ ครูฮีมเห็นลูกศิษย์ที่แบกคำว่า "เก่ง" เอาไว้บนบ่า ต้องมานั่งร้องไห้หน้ากระดาษข้อสอบ และล้มเลิกความตั้งใจไปกลางทางมานักต่อนักแล้ว ทำไมความรักของเราถึงกลายเป็นยาพิษซ่อนรูปไปได้ล่ะ?

วันนี้ครูฮีมจะพาพวกเราไปหาคำตอบ และปลดล็อกเรื่องนี้ด้วยแนวคิดระดับโลกจาก มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ของศาสตราจารย์ แครอล ดเว็ค ครับ ท่านเป็นคุณหมอที่ศึกษาเรื่องสมองและความคิดของมนุษย์มาอย่างยาวนาน ท่านค้นพบความลับที่ว่า ทางออกของการแก้ปัญหานี้ง่ายนิดเดียว... นั่นคือเราต้องเปลี่ยนวิธีชมครับ! เราต้องเลิกชื่นชมที่ "พรสวรรค์" หรือความฉลาดที่ติดตัวมา แต่ให้ย้ายโฟกัสไปชื่นชมที่ "ความพยายาม" แทน
ทำไมถึงต้องทำแบบนั้น? มาครับ ครูฮีมจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ แบบไม่ต้องปีนบันไดฟัง

การเรียนคณิตศาสตร์เนี่ย มันก็เหมือนกับการเล่นเกมภาษา หรือเกมแนว RPG ที่พวกเราชอบเล่นกันนั่นแหละครับ ลองนึกภาพตามครูฮีมนะ ไม่มีผู้เล่นคนไหนบนโลกหรอกครับที่เพิ่งสร้างตัวละครเสร็จ เกิดมาปุ๊บในมือมีดาบเทพเล่มโตเรืองแสง แล้วเดินไปฟันบอสใหญ่ทีเดียวตาย... ไม่มีทางครับ เป็นไปไม่ได้เลย!

ทุกคนที่เริ่มเล่นเกมนี้ ต้องเริ่มจากจุดเดียวกันคือ ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น ถือไม้พลองโง่ๆ เดินออกไปตีมอนสเตอร์ตัวเล็กๆ อย่างสไลม์หรือวุ้นหน้าเมืองก่อน ตีไปเรื่อยๆ สะสมค่าประสบการณ์ หรือที่เด็กๆ เรียกว่าการ "เก็บเลเวล" นั่นแหละครับ
ในวิชาคณิตศาสตร์ การออกไปตีมอนสเตอร์ก็คือ "การลงมือทำโจทย์" ครับ ทำผิดบ้าง ถูกบ้าง เลือดลดบ้าง ต้องกินยาเพิ่มพลังบ้าง แต่เลเวลและทักษะของเราจะค่อยๆ อัปเกรดขึ้นทีละนิดอย่างมั่นคง
ทีนี้ ลองจินตนาการดูนะครับ ถ้าเราไปบอกเด็กคนหนึ่ง กรอกหูเขาทุกวันว่า "หนูคือเทพเจ้ามาเกิด หนูมีดาบศักดิ์สิทธิ์ หนูฉลาดและเก่งที่สุดในสามโลก" เด็กคนนั้นจะเริ่มเชื่อว่าตัวเองพิเศษ เขาจะคิดว่าคนเก่งคือคนที่ทำทุกอย่างได้เป๊ะตั้งแต่ครั้งแรกโดยไม่ต้องพยายาม เพราะฉันเกิดมาเทพอยู่แล้วนี่นา

แต่พอวันหนึ่ง เขาต้องเดินเข้าดันเจี้ยนลึกไปเจอบอสตัวใหญ่เบ้อเริ่ม ซึ่งในชีวิตจริงก็คือเนื้อหาคณิตศาสตร์ที่ยากและซับซ้อนขึ้นอย่างตอนขึ้น ม.ปลาย พอเขาเอาดาบไปฟันบอสแล้วบอสไม่ตาย แถมบอสยังตบเขากลับจนเกมโอเวอร์กระเด็นออกมา... เด็กคนนั้นจะเกิดอาการ "ช็อก" ทันทีครับ!
เขารับความพ่ายแพ้ไม่ได้ ความเป็นเทพที่เคยเชื่อมั่นมันพังทลายลงมา สุดท้ายสิ่งที่เขาจะทำคืออะไร ทราบไหมครับ? เขาจะเขวี้ยงจอยสติ๊กทิ้ง กดลบเกมออกจากเครื่อง แล้วประกาศกร้าวว่า "ฉันจะไม่เล่นเกมนี้อีกแล้ว! เกมมันห่วย!" นี่แหละครับคือกลไกสมองที่เกิดขึ้นเวลาเราชมเด็กว่า "เก่งจัง" พอเขาทำโจทย์ข้อไหนไม่ได้ เขาจะตีความทันทีว่า "แปลว่าฉันโง่แล้วใช่ไหม" แล้วเขาก็จะปิดใจ เลิกล้ม และวิ่งหนีวิชาคณิตศาสตร์ไปเลย
แต่ในทางกลับกัน... ถ้าเราสอนให้เขารู้จักความสนุกและคุณค่าของการ "เก็บเลเวล" ล่ะครับ?
ถ้าเราบอกเขามาตลอดว่า "ที่หนูชนะมอนสเตอร์ตัวนี้ได้ เพราะหนูอดทนและฝึกฝนมาอย่างหนักนะลูก" พอเด็กคนนี้ไปเจอบอสตัวใหญ่แล้วตีแพ้ เขาจะไม่กดลบเกมทิ้งครับ แต่เขาจะคิดเป็นเหตุเป็นผลว่า "อ๋อ เลเวลเรายังไม่ถึง อาวุธเรายังไม่ดีพอ" แล้วเขาจะเดินกลับเมือง ไปซื้อยาเติมเลือด ไปตีมอนสเตอร์ตัวเล็กๆ เพื่อฟาร์มเลเวลใหม่ ศึกษาท่าโจมตีของบอส หาของมาคราฟต์อาวุธระดับสูง แล้วกลับไปสู้กับบอสตัวเดิมด้วยความท้าทาย นี่แหละครับคือพลังอำนาจของการชื่นชมที่ความพยายาม! เขาสู้ไม่ถอยแน่นอน
เห็นภาพชัดเจนเลยใช่ไหมครับพวกเรา? งั้นเรามาดูวิธีนำกฎข้อนี้ไปใช้จริงในบ้านและในห้องเรียนกันครับ ครูฮีมสรุปมาให้เป็นข้อๆ แบบเป็นเหตุเป็นผล ทำตามได้ง่ายๆ 1, 2, 3 มาเริ่มลุยกันเลยครับ!

ขั้นตอนที่ 1: เปลี่ยนคำศัพท์ที่ใช้ชมให้ตรงจุด
เริ่มจากเรื่องง่ายๆ ก่อนเลยครับ ต่อไปนี้เวลาลูกศิษย์หรือลูกๆ ของเราทำการบ้านคณิตศาสตร์เสร็จ แทนที่เราจะพูดว่า "โห หนูเก่งมากเลยลูกที่ทำเลขข้อนี้ได้ หัวไวสุดๆ" ให้เราเปลี่ยนคำพูดเป็น "ครูฮีมภูมิใจในตัวหนูมากเลยนะ ที่หนูพยายามนั่งทด นั่งคิดโจทย์ข้อนี้ตั้งนานจนหาคำตอบได้สำเร็จ ความอดทนของหนูสุดยอดมาก"
เหตุผลที่ต้องทำแบบนี้เพราะ ประโยคแรกไปผูกคุณค่าของเด็กไว้กับความฉลาดที่จับต้องไม่ได้ แต่ประโยคที่สองเป็นการชี้ให้เด็กเห็นชัดๆ ว่า "ความพยายาม" คือกุญแจสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ และเป็นสิ่งที่ทุกคนยกย่อง

ขั้นตอนที่ 2: มองความผิดพลาดให้เป็นเรื่องตลกขำๆ แต่แฝงบทเรียน
เวลาเด็กทำโจทย์เลขผิด หรือสอบตก อย่าเพิ่งตีหน้ายักษ์หรือถอนหายใจใส่เขานะครับ ให้เราทำบรรยากาศให้เป็นเรื่องปกติ ครูฮีมมักจะพูดติดตลกกับลูกศิษย์เสมอว่า "โอ้โห ข้อนี้คนออกข้อสอบเขาวางกับดักหลอกเราซะเปื่อยเลยลูก เอาน่า... ไม่เป็นไร ถือว่าเสียค่าโง่ให้บอสมันไปตาหนึ่ง มาช่วยกันดูซิว่ารอบหน้าเราจะอัปเกรดอาวุธไปเอาคืนมันยังไงดี"
การทำแบบนี้สมองของเด็กจะผ่อนคลายครับ เขาจะรู้สึกปลอดภัยที่จะทำผิดพลาด เขาจะเริ่มเรียนรู้ว่าความผิดพลาดไม่ใช่จุดจบของโลก หรือความน่าอับอาย แต่มันคือข้อมูลชั้นดี คือแผนที่ที่จะนำทางเขาไปสู่วิธีการที่ถูกต้องในรอบหน้า

ขั้นตอนที่ 3: ให้ความสำคัญกับ "วิธีทำ" มากกว่า "คำตอบสุดท้าย"
อันนี้สำคัญมากสำหรับวิชาคณิตศาสตร์ครับ เวลาเด็กมาส่งการบ้าน ครูฮีมจะไม่สนใจแค่ว่าคำตอบสุดท้ายมันถูกหรือผิด แต่ครูฮีมจะชวนเด็กคุยว่า "หนูมีวิธีคิดข้อนี้ยังไง เล่าให้ครูฟังทีละบรรทัดหน่อยสิ ทำไมบรรทัดนี้ถึงย้ายข้างแบบนี้ล่ะ"
การที่เราสนใจกระบวนการคิดของเขา จะเป็นการย้ำเตือนพวกเขาว่า ขั้นตอนการให้เหตุผล การคิดอย่างเป็นระบบทีละขั้นทีละตอนต่างหาก คือหัวใจที่แท้จริงของการเรียนคณิตศาสตร์ ไม่ใช่แค่การเดาเลขให้ถูกแล้วจบไป ถ้าเขาเข้าใจวิธีคิด ต่อให้เจอโจทย์พลิกแพลงแค่ไหน เขาก็จะค่อยๆ แกะรอยหาทางออกได้เสมอครับ

ขั้นตอนที่ 4: เติมพลังด้วยเวทมนตร์คำว่า "ยัง"
เวลาเด็กๆ ท้อแท้และพูดออกมาว่า "ครูครับ ผมทำเรื่องเศษส่วนไม่ได้ ผมไม่เข้าใจเลย" ให้เรารีบเข้าไปเติมคำว่า "ยัง" ต่อท้ายประโยคให้เขาทันทีครับ บอกเขาว่า "หนูแค่ 'ยัง' ทำไม่ได้ในวันนี้ลูก เหมือนเราเพิ่งเล่นเกมด่านนี้ครั้งแรกไง ค่อยๆ ฝึกไปเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ทำได้ดีขึ้น" คำว่า "ยัง" คำเดียวสั้นๆ แต่ทรงพลังมากครับ มันเป็นการบอกสมองของเด็กว่า ประตูแห่งความสำเร็จยังเปิดรออยู่เสมอ แค่ต้องใช้เวลาเดินไปให้ถึงเท่านั้นเอง
ถ้าพวกเราทุกคน ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และคุณครู ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพูดตาม 4 ขั้นตอนนี้ได้นะ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวมันจะวิเศษและคุ้มค่ามากเลยครับ

ลูกหลานและลูกศิษย์ของเรา จะไม่ได้เป็นแค่คนที่สอบผ่านวิชาคณิตศาสตร์ในห้องเรียนเท่านั้น แต่กระบวนการนี้จะหล่อหลอมให้เขากลายเป็น "นักสู้" ที่ไม่เกรงกลัวต่อความยากลำบาก เขาจะมองปัญหาและอุปสรรคในชีวิตประจำวัน เหมือนเป็นบอสในเกมที่รอให้เขาไปพิชิต เขาจะมีความสุขกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจแข็งแกร่ง ล้มแล้วลุกเป็น
และนี่แหละครับ คือผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนคำชมเพียงนิดเดียว... เลิกชมว่าเก่ง แล้วหันมาชมที่ความพยายามกันนะครับพวกเรา ครูฮีมเอาใจช่วยเต็มที่ครับ!
พวกเราอ่านจบแล้ว ปกติที่บ้านหรือที่โรงเรียน ชอบใช้คำชมลูกๆ ว่ายังไงกันบ้างครับ? พิมพ์มาเล่าให้ครูฮีมฟังในคอมเมนต์หน่อยนะ!
