ถอดปลั๊กความเครียด! กฎเหล็กของครูฮีม เรียนน้อยลงแต่เก่งคณิตขึ้น
วันนี้ครูฮีมอยากจะมาชวนคุยเรื่องที่มันค้างคาใจครูมาพักใหญ่ เป็นเรื่องที่ครูเชื่อว่าลูกศิษย์หลายคนกำลังเผชิญอยู่ และคุณพ่อคุณแม่หลายท่านก็อาจจะกำลังทำไปโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำด้วยความรักและหวังดี

เรื่องของเรื่องมันเริ่มมาจากเมื่อสัปดาห์ก่อนครับ ครูฮีมกำลังสอนสมการอยู่หน้าห้อง หันไปเห็นลูกศิษย์คนโปรดของครู ขอสมมติชื่อว่าน้องเคนก็แล้วกัน น้องเคนเป็นเด็กที่หัวไวมากนะครับ แต่ดวงตาของเคนวันนั้นมันว่างเปล่ามาก เหมือนทีวีที่เปิดทิ้งไว้แต่ไม่มีสัญญาณภาพ พอครูเดินไปใกล้ๆ ถึงเห็นว่ามือน้องกำลังจับดินสอจดตามที่ครูพูดแบบเป๊ะๆ แต่ตาคือปิดไปแล้วครึ่งดวง หลับในทั้งที่มือยังขยับได้!
ครูเลยเรียกเคนมาคุยหลังเลิกเรียน ถามว่าช่วงนี้เป็นอะไรลูก นอนไม่พอเหรอ คำตอบที่ได้ยินทำเอาครูฮีมจุกไปเหมือนกันครับ เคนบอกว่า "ครูฮีมครับ ผมเลิกเรียนที่โรงเรียนสี่โมงเย็น ไปเรียนพิเศษวิทย์ต่อตอนห้าโมง เลิกทุ่มนึง แล้วก็ไปเรียนอังกฤษต่อถึงสามทุ่ม เสาร์อาทิตย์ก็มีเรียนคณิตกับฟิสิกส์อีกตั้งแต่เช้ายันเย็น ผมเหนื่อยจนไม่อยากคิดอะไรแล้วครับ แค่ทำตามที่ติวเตอร์บอกไปวันๆ ก็พอ"

ฟังแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างครับ? สำหรับครูฮีม ครูรู้สึกว่าเรากำลังพยายามเอาข้อมูลไปยัดใส่หัวเด็ก เหมือนพยายามยัดเสื้อผ้าลงในกระเป๋าเดินทางที่มันเต็มจนปริ แล้วก็พยายามนั่งทับรูดซิปปิดให้ได้ เราภูมิใจที่ยัดความรู้เข้าไปได้เยอะๆ แต่เราลืมถามไปเลยว่า กระเป๋าใบนั้นมันรับน้ำหนักไหวไหม และเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่อยู่ข้างใน เอาออกมาใส่จริงได้หรือเปล่า
ครูฮีมเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อแม่นะครับ ยุคนี้การแข่งขันมันสูง เรากลัวลูกจะตามเพื่อนไม่ทัน กลัวลูกจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ไม่ได้ ก็เลยคิดว่า การให้ลูกไปอยู่กับติวเตอร์เก่งๆ น่าจะปลอดภัยที่สุด ยิ่งเรียนเยอะก็น่าจะยิ่งรู้เยอะใช่ไหมครับ?

แต่ครูขอตั้งคำถามชวนคิดแบบนี้นะครับ ถ้าการเรียนวันละ 10 ชั่วโมงมันการันตีความสำเร็จได้จริงๆ ทำไมเด็กที่เรียนพิเศษหนักๆ หลายคน ถึงยังทำโจทย์คณิตศาสตร์ประยุกต์ไม่ได้? ทำไมพอเจอโจทย์ที่ไม่เคยเห็นในห้องเรียนพิเศษ ถึงกับไปไม่เป็น? คำตอบคือ เพราะเรากำลังสร้างหุ่นยนต์นักจำ ไม่ใช่มนุษย์นักคิดครับ
หุ่นยนต์ทำตามคำสั่งได้เป๊ะมาก ถ้าเราป้อนโปรแกรม (หรือสูตรลัด) เข้าไป มันจะทำตามขั้นตอน 1 2 3 ได้ไม่มีพลาด แต่พอเจอสถานการณ์ที่ไม่ได้โปรแกรมไว้ หุ่นยนต์จะเออเร่อทันที ในขณะที่วิชาคณิตศาสตร์ หรือแม้แต่การใช้ชีวิตจริง มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวให้เราท่องจำไปใช้ได้ตลอดเวลาครับ มันต้องอาศัยการพลิกแพลง การมองภาพรวม และความเข้าใจที่ลึกซึ้ง
แล้วเราจะออกจากวงจรหนูถีบจักรนี้ได้ยังไง?
ครูฮีมในฐานะคนที่สอนเลขมานานและชอบอ่านหนังสือแนวฮาวทูพัฒนาตัวเอง ขอเสนอทางออกที่ทำได้จริง และอยากให้พวกเราลองเอาไปปรับใช้ดูครับ ครูขอเรียกว่า "กฎการสร้างพื้นที่ว่างให้สมอง" ซึ่งมีเหตุผลรองรับเป็นฉากๆ ตามสไตล์ครูฮีมดังนี้ครับ


ขั้นตอนที่ 1 ต้องเข้าใจก่อนว่าสมองคนเราเหมือนฟองน้ำ ไม่ใช่ฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์
เวลาเราเอาฟองน้ำไปชุบน้ำ ถ้ามันซับน้ำจนชุ่มเต็มที่แล้ว คุณจะเทน้ำลงไปอีกสิบกะละมัง น้ำมันก็ล้นทิ้งออกด้านข้างหมดครับ สมองเด็กก็เหมือนกัน เมื่อรับข้อมูลติดๆ กันหลายชั่วโมงโดยไม่ได้พัก มันจะเกิดสภาวะที่เรียกว่า Cognitive Overload หรือภาวะสมองล้า ข้อมูลใหม่ที่รับเข้ามาจะไม่ได้ถูกจัดเก็บในหน่วยความจำระยะยาว แต่จะลอยหายไปในอากาศเหมือนน้ำที่ล้นฟองน้ำ ดังนั้น การให้เด็กหยุดพัก ไม่ได้แปลว่าขี้เกียจนะครับ แต่คือการให้เวลาฟองน้ำได้บีบน้ำเก่าออก เพื่อเตรียมรับความรู้ใหม่ต่างหาก

ขั้นตอนที่ 2 ความรู้จะตกผลึกได้ ต้องอาศัยเวลาของการอยู่เฉยๆ
พวกเราเคยสังเกตไหมครับว่า ไอเดียเจ๋งๆ หรือเวลาที่เราคิดวิธีแก้โจทย์เลขยากๆ ออก มักจะไม่ได้เกิดขึ้นตอนที่เรานั่งจ้องหนังสือตาเขม็ง แต่มันมักจะแวบเข้ามาตอนที่เรากำลังอาบน้ำ ตอนกำลังเดินเล่น หรือตอนนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างรถบัส นั่นเป็นเพราะสมองของเราต้องการช่วงเวลาพักผ่อน เพื่อนำข้อมูลกระจัดกระจายที่เราเรียนมาทั้งวัน มาเชื่อมโยงปะติดปะต่อกันให้เกิดเป็นความเข้าใจที่แท้จริง ถ้าเราจัดตารางเรียนให้ลูกแน่นเอี๊ยดตั้งแต่ตื่นนอนยันเข้านอน สมองจะไม่มีพื้นที่ว่างให้ทำการเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้เลย สุดท้ายเด็กก็จะได้แค่ท่องจำ แต่ประยุกต์ใช้ไม่เป็นครับ

ขั้นตอนที่ 3 การเรียนรู้ที่ดี ต้องมีพื้นที่ให้ลองผิดลองถูก
ในห้องเรียนพิเศษส่วนใหญ่ ติวเตอร์จะป้อนวิธีคิดที่เร็วที่สุด ดีที่สุดให้เด็ก ซึ่งมันดีในแง่ของการทำข้อสอบครับ แต่มันทำลายสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของเด็กไปจนหมด คณิตศาสตร์มันสนุกตรงที่เราได้งม ได้ลองผิดลองถูก ได้แก้ปมปัญหาด้วยตัวเอง ถ้ามีคนมาคอยบอกทางลัดตลอดเวลา เด็กจะขาดทักษะการเอาตัวรอดเวลาเจอโจทย์ที่ไม่คุ้นเคย เราต้องปล่อยให้เขามีเวลาว่างไปนั่งงงกับโจทย์บ้าง นั่งขีดๆ เขียนๆ ทดเลขผิดๆ ถูกๆ บ้าง ความเจ็บปวดตอนคิดไม่ออกนี่แหละครับ คือกล้ามเนื้อแห่งความสำเร็จที่แท้จริง
ผลลัพธ์ของการกล้าถอดปลั๊ก ลดตารางเรียนพิเศษลง แล้วเพิ่มเวลาพักผ่อนให้เด็ก คืออะไร?

สิ่งที่ครูฮีมเห็นจากลูกศิษย์ที่พ่อแม่เข้าใจเรื่องนี้คือ แววตาที่กลับมามีชีวิตชีวาครับ เด็กที่ได้นอนเต็มอิ่ม ได้มีเวลาไปเตะบอล ไปเล่นเกมบ้าง ไปนั่งโง่ๆ ดูต้นไม้บ้าง จะกลับมาเรียนด้วยความสดชื่น เขาจะไม่ได้เรียนเพราะถูกบังคับ แต่เรียนเพราะสมองพร้อมที่จะรับข้อมูล เขาจะเริ่มตั้งคำถามแปลกๆ ที่ครูเองก็คาดไม่ถึง ซึ่งนั่นแหละคือสัญญาณของอัจฉริยะที่กำลังเติบโต ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่รอวันถ่านหมด

ความรู้ทางวิชาการ ตามทันกันได้ในไม่กี่เดือนครับ แต่ถ้าความอยากรู้อยากเห็นและจินตนาการถูกทำลายไปแล้ว มันต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเรียกคืนกลับมา เรามาสร้างเด็กที่เก่งและมีความสุขไปพร้อมๆ กันดีกว่าไหมครับ ให้เขาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีทั้งมุมที่ขยัน และมุมที่ได้พักผ่อนชาร์จพลัง ไม่ใช่เครื่องจักรทำข้อสอบ

แล้วพวกเราล่ะครับ? ตอนนี้ตารางเรียนของหนูๆ แน่นขนาดไหน หรือคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนกำลังวางแผนการเรียนให้ลูกอยู่ ลองพิมพ์เล่าให้ครูฮีมฟังในคอมเมนต์หน่อยครับ ว่าเราจัดสมดุลระหว่างการเรียนกับการพักผ่อนยังไงบ้าง ครูรออ่านและพร้อมให้คำปรึกษาทุกคนเสมอนะครับ!